การเปรียบเทียบระหว่างอาหารปลาจากธรรมชาติกับอาหารปลาที่ซื้อ ชนิดไหนปลาเจริญเติบโตได้ดีกว่ากัน
ผู้จัดทำด.ช.บุญรักษ์ จงใจสุรธรรม ชั้น
ม.2/2 เลขที่ 12ด.ช.อัมรินทร์ ทองเรือนดี ชั้น
ม.2/2 เลขที่ 21ด.ญ.มณฑาทอง สว่างศรี ชั้น
ม.2/2 เลขที่ 28ด.ญ.มณฑาทิพย์ สว่างศรี ชั้น
ม.2/2 เลขที่ 29 การศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการสื่อสารและการนำเสนอ(IS) รหัสวิชา120202 โรงเรียนกาญจนาภิเกวิทยาลัย
สุพรรณบุรีภาคเรียนที่
2 ปีการศึกษา 2558สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา
เขต9
ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบระหว่างอาหารปลาจากธรรมชาติกับอาหารปลาที่ซื้อชนิดไหนปลาเจริญเติบโตได้ดีกว่ากัน
ผู้ศึกษา ด.ช.บุญรักษ์ จงใจสุรธรรม เลขที่ 12
ด.ช.อัมรินทร์ ทองเรือนดี เลขที่ 21
ด.ญ.มณฑาทอง สว่างศรี เลขที่ 28
ด.ญ.มณฑาทิพย์ สว่างศรี เลขที่ 29
ครูที่ปรึกษา นางรัตนา นวีภาพ
ระดับการศึกษา นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่
2
โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย
สุพรรณบุรี
รายวิชา การสื่อสารและการนำเสนอ ( Independent
Study : IS2)
ปีการศึกษา 2558
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ
ศึกษาทดลองทำอาหารที่ใช้เลี้ยงปลาดุก และเปรียบเทียบว่าอาหารปลาดุกที่ขายตามท้องตลาดกับที่ทำขึ้นมาเองชนิดไหนที่ทำให้ปลาดุกเจริญเติบโตดีกว่ากัน
และเพื่อศึกษาวิธีทำอาหารปลาดุก
กลุ่มตัวอย่างเป็น
ปลาดุกสายพันธุ์รัสเซีย จำนวน 50 ตัว โดยซื้อและเลือกปลาที่อายุ ขนาดเท่าๆกัน วัสดุส่วนผสมที่ใช้ทำอาหารประกอบด้วยรำละเอียด
ปลาป่น ปลายข้าว บ่อเลี้ยงปลา และปลาดุก บันทึกข้อมูลโดยใช้สถิติการเจริญเติบโตของปลาดุก
ผลการศึกษาพบว่า
อาหารปลาที่ซื้อ สามารถทำให้ปลาดุกเจริญเติบโตได้ดีกว่าที่ทำขึ้นเอง
กิตติกรรมประกาศ
การศึกษาครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี
เพราะได้รับความกรุณา แนะนำ ช่วยเหลือเป็นอย่างดียิ่งจาก อาจารย์รัตนา นวีภาพ ที่ให้การช่วยเหลือ
ซึ่งผู้ศึกษารู้สึกซาบซึ้งและเป็นพระคุณอย่างยิ่ง
จึงขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้
สุดท้ายขอบคุณ อาจารย์ที่ให้ข้อมูลอย่างเต็มที่ทำให้การศึกษาครั้งนี้สำเร็จในเวลาอันรวดเร็วและขอบคุณผู้ให้ความช่วยเหลืออีกหลายท่าน
ซึ่งไม่สามารถกล่าวนามในที่นี้ได้หมด
คณะผู้ศึกษา
มกราคม
2559
สารบัญ
เรื่อง หน้า
บทคัดย่อ.......................................................................................................................ข
กิตติกรรม .....................................................................................................................ค
สารบัญ..........................................................................................................................ง
บทที่
บทที่
1 บทนำ
-ที่มาและความสำคัญ...................................................................................................
1
-วัตถุประสงค์................................................................................................................
1
-ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ..........................................................................................
1
-สมมติฐาน....................................................................................................................
2
-ขอบเขตการศึกษา.......................................................................................................
2
บทที่
2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง
-ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับปลาดุก....................................................................................
3
-อาหารปลาดุก.............................................................................................................
10
-วิธีทำอาหารปลาดุก....................................................................................................
11
-คุณค่าทางโภชนาการของปลาดุก............................................................................... 13
บทที่ 3 อุปกรณ์ และการทดลอง
-อุปกรณ์.......................................................................................................................
15
-การดำเนินการทดลอง.................................................................................................
15
-การเตรียมบ่อ
และเลี้ยงปลา.......................................................................................
17
บทที่
4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
-ตารางบันทึกผล...........................................................................................................
18
บทที่ 5 สรุปและอภิปรายผล
-วัตุประสงค์ของการศึกษา..............................................................................................
20
-สมมติฐานของการศึกษา................................................................................................
20
-ขอบเขตการศึกษา..........................................................................................................
20
-วิเคราะห์ข้อมูล...............................................................................................................
20
-สรุปผลการศึกษา............................................................................................................
21
-การอภิปรายผล...............................................................................................................
21
-ข้อเสนอแนะ....................................................................................................................
21
บรรณานุกรม......................................................................................................................
22
ภาคผนวก...........................................................................................................................
23
บทที่ 1
บทนำ
ที่มาและความสำคัญ
เนื่องจากปัจจุบันมีเกษตรกรที่เลี้ยงปลาควบคู่กับการเพาะปลูก
เพื่อสร้างอาชีพเสริม รายได้เสริม
และใช้พื้นที่การเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
และเป็นการเพิ่มคุณค่า แร่ธาตุ สารอาหารให้แก่ดิน นอกจากนี้ยังเป็นการปฏิบัติตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอีกด้วย
ในการเลี้ยงปลา เราต้องคำนึงว่า
ปลาที่จะเลี้ยงนั้นกินอาหารประเภทไหน
แต่ปัจจุบันเกษตรกรมักเลี้ยงปลาด้วยอาหารปลาสำเร็จรูป
ซึ่งปลาดุกที่เราศึกษานั้นเป็นปลากินเนื้อ และคาร์โบไฮเดรต คณะผู้จัดทำจึงศึกษาวิธีการทำอาหารปลาดุกจาก
ปลายข้าวสุก รำ และปลาป่น เนื่องจากหาง่าย ประหยัด มีคุณค่าทางอาหาร
เหมาะสมกับปลาที่จะเลี้ยง และไม่เป็นอันตรายกับสิ่งแวดล้อม
คณะผู้จัดทำ จึงศึกษาเรื่องการเปรียบเทียบระหว่างอาหารปลาจากธรรมชาติกับอาหารปลาที่ซื้อ
ชนิดไหนปลาเจริญเติบโตได้ดีกว่ากัน เพื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้
และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด
และสามารถช่วยเกษตรกรลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์
วัตถุประสงค์
1.เพื่อศึกษาวิธีการทำอาหารปลา
2.เพื่อศึกษาและทดลองว่าอาหารปลาตามท้องตลาดกับอาหารปลาที่ทำขึ้นเอง
ชนิดไหนที่ปลาเติบโตได้ดีกว่ากัน
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.ลดใช้ค่าใช้จ่าย
และเพิ่มรายได้
2.ใช้เป็นอาชีพเสริมได้
สมมติฐานของการศึกษา
ถ้าอาหารปลาที่ทำเองดีกว่าอาหารปลาที่มีตามท้องตลาดแล้วปลาที่กินอาหารปลาที่ทำเองจะเจริญเติบโตดีกว่าปลาที่กินอาหารที่มีตามท้องตลาด
ขอบเขตการศึกษา
จำนวนปลาตัวอย่าง 50 ตัว แบ่งเป็น 2
ฝั่ง ฝั่งละ 25ตัว
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
การศึกษาเรื่อง
การเปรียบเทียบระหว่างอาหารปลาจากธรรมชาติกับอาหารปลาที่ซื้อ
ชนิดไหนปลาเจริญเติบโตได้ดีกว่ากัน
ผู้ศึกษาได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยแบ่งเนื้อหาของเอกสารงานวิจัย
ออกเป็นหัวข้อต่างๆ ดังนี้
1.ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับปลาดุก
2.อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาดุก
3.วิธีทำอาหารปลาดุก
4.
คุณค่าทางโภชนาการของปลาดุก
1.1 สายพันธุ์ปลาดุก
ในประเทศไทยมีพันธุ์ปลาจำพวกปลาดุกอยู่หลายพันธุ์ แต่ที่รู้จักและนิยมบริโภคกันมากมีอยู่ 4
พันธุ์ คือ ปลาดุกด้าน ปลาดุกอุย
ปลาดุกบิ๊กอุย และปลาดุกเทศ
ปลาดุกยักษ์หรือปลาดุกรัสเซีย
ปลาดุกด้าน
มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Clarias
batrachus มีชื่อเรียกหลายชื่อ
เช่น ดุกเลา ดุกเอ็น ดุกเผือก พบทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย เป็นปลาไม่มีเกล็ด
ไม่มีครีบไขมัน ฐานของครีบหลังยาวเกือบตลอด
ส่วนหลังมีครีบหลังครีบก้นและครีบหางแยกออกจากกัน ที่ครีบหลังไม่มีก้านครีบแข็ง
แต่มีครีบอ่อนจำนวนมาก มีพุ่มดอกไม้อยู่ในโพรงกะโหลก
ส่วนหัวเหนือช่องเหงือกทั้งสองเพื่อช่วยในการหายใจ และที่ครีบอกมีก้านครีบ( เงี่ยง
) แข็งข้างละ 1 อัน ลักษณะกลมใหญ่ปลายแหลมเป็นหยักทั้งสองข้าง
ลำต้นมีสีเทาปนดำหรือน้ำตาลปนดำ บริเวณท้องมีสีค่อนข้างขาว
เป็นปลาที่มีความอดทนต่อสิ่งแวดล้อมที่เลวร้ายได้ดี สามารถเลี้ยงรวมกันได้เป็นจำนวนมาก
เลี้ยงง่าย โตเร็ว อาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำไหลและน้ำนิ่ง
ปลาดุกอุย
มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Clarias
macrocephalus เป็นปลาที่ไม่มีเกล็ด
ลำตัวยาวเรียว พบได้ตามแหล่งน้ำจืดทั่วไปๆ สีของลำตัวค่อนข้างเหลือง
มีจุดประตามด้านข้างของลำตัวประมาณ 9-10
แถบ แต่เมื่อโตขึ้นจะเลือนหายไป ผนังท้องมีสีขาวถึงเหลืองเฉพาะบริเวณอกถึงครีบท้อง
ส่วนหัวค่อนข้างทู่ ส่วนปลายกระดูกท้ายทอยป้านและโค้งมนมาก
กะโหลกจะลื่นมีรอยบุ๋มตรงกลางเล็กน้อย มีหนวด 4 คู่ โคนหนวดเล็ก
ปากไม่ป้านค่อนข้างมน ครีบอกมีครีบแข็งข้างละ 1 ก้าน (เงี่ยง)
มีลักษณะแหลมคมยื่นยาวเกินหรือเท่ากับครีบอ่อน ครีบหลังมีก้านครีบอ่อน 47-52 ก้าน
ครีบหางกลมไม่ใหญ่มากนัก มีสีเทาปนดำ ครีบหางไม่ติดกับฐานครีบหลังและครีบก้าน
ระยะจากปลายกระดูกท้ายทอยถึงจุดเริ่มต้นของครีบหลังประมาณ1 ใน 5
จากความยาวจากปลายสุดถึงปลายกระดูกท้ายทอย จำนวนกระดูกซี่กรองเหงือกประมาณ 32 ซี่
เนื้อมีสีเหลืองนุ่มมันมาก
ปลาดุกอุยที่อยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ มีนิสัยชอบหาอาหารตามหน้าดิน
โดยใช้หนวดที่รับรู้ความรู้สึกได้ดีในการหาอาหารตามพื้นผิวหน้าดิน ปลาดุกอุยเป็นปลาที่ปราดเปรียวเคลื่อนไหวว่องไวมาก
ชอบกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ แต่เมื่อนำมาเลี้ยงในบ่อก็สามารถฝึกให้กินอาหารสำเร็จรูปที่มีผสมของ
รำข้าว ปลายข้าว กากถั่ว และปลายข้าวได้
ทั้งยังฝึกให้ขึ้นมากินอาหารบริเวณใกล้ผิวน้ำได้ด้วย
ปลาดุกบิ๊กอุยหรือปลาดุกอุยเทศ
เป็นปลาดุกลูกผสม เกิดจากการผสมเทียมข้ามพันธุ์ระหว่างพ่อพันธุ์ปลาดุกยักษ์กับแม่พันธุ์ปลาดุกอุยลักษณะนิสัยจึงอยู่กลางระหว่างปลาดุกสองพันธุ์นี้ ซึ่งมีลักษณะภายนอก
และนิสัยการกินอาหารคล้ายปลาดุกอุยมาก มีผิวค่อนข้างเหลือง
โดยเฉพาะลำตัวและหางเห็นรอยจุดประสีขาวของปลาดุกอุยชัดเจนมาก แต่เมื่อโตขึ้นจุดประนี้จะหายไป ส่วนกะโหลกท้ายทอยจะแหลมเป็นหยัก 3
หยักเช่นเดียวกับปลาดุกยักษ์ หัวมีขนาดใหญ่
และคอดหางมีจุดประสีขาวเรียงตามขวางในระยะที่ปลายังเล็ก เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย
ทนทานต่อโรคพยาธิและสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกับปลาดุกยักษ์
แต่มีเนื้อคล้าปลาดุกอุย คือ เนื้ออกสีเหลือง นุ่ม รสชาติอร่อย
กินอาหารได้แทบทุกชนิด เลี้ยงได้น้ำหนักมากในระยะเวลาสั้น
ทำให้เลี้ยงได้หลายรุ่นในรอบปี มีอัตราการเจริญเติบโตที่รวดเร็วมาก
ในช่วงระยะเวลาการเลี้ยงประมาณ 60 วันจะได้น้ำหนักประมาณ 200-300 กรัมต่อตัว
หรือขนาด 4 - 5 ตัว ต่อกิโลกรัม
ปลาดุกเทศ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Clarias haripiinus บางครั้งเรียก ปลาดุกยักษ์หรือปลาดุกรัสเซีย เป็นปลาไม่มีเกล็ด ลำตัวเรียวยาวหัวใหญ่และแบน
กะโหลกเป็นตุ่มๆ ไม่เรียบมีรอยบุ๋มตรงกลางเล็กน้อย กระดูกท้ายทอยมีลักษณะเป็นหยัก
3 หยัก มีหนวด 4 คู่ โคนหนวดใหญ่มีลักษณะป้านและแบนหนา ครีบหูมีเงี่ยงใหญ่
สั้นนิ่ม ไม่แหลมคมและส่วนของครีบอ่อนหุ้มถึงปลายครีบแข็ง ครีบหลังปลายครีบสีแดง
และมีแถบสีขาวพาดขวางคอดหาง มีความยาวของลำตัวเป็น 3 เท่าของความยาวส่วนหัว
ตัวสีเทาหรือสีเทาอมเหลือง ไม่มีจุดประตามลำตัว
แต่เมื่อโตขึ้นจะปรากฏลายคล้ายหินอ่อนอยู่ทั่วตัว ผนังท้องสีขาวตลอดจนถึงโคนหาง
มีการเจริญเติบโตรวดเร็วมาก สามารถกินอาหารได้แทบทุกชนิด
มีความต้านทานโรคและสภาพแวดล้อมสูง
เป็นปลาที่ขนาดใหญ่เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่
เมื่อปล่อยลูกปลาวันแรกไม่ต้องให้อาหาร จะเริ่มให้อาหารวันถัดไป อาหารที่ให้เป็นอาหารลูกปลาวัยอ่อน พรมน้ำ แล้วนวดจนเหนียวปั้นเป็นก้อนแล้วเสียบกับไม้ปักไว้รอบบ่อปริมาณที่ให้ต้องให้ปลากินหมด ภายในเวลา
30-60 นาที โดยให้อาหารประมาณ 1
สัปดาห์ หลังจากนั้นอาจจะให้อาหารปลาดุกเล็กพิเศษแช่น้ำให้นิ้มแล้วปั่นรวมกับอาหารลูกปลาวัยอ่อนให้ปลากิน
เมื่อปลาโตพอกินอาหารเม็ดได้ก็เริ่มให้อาหารปลาดุกเล็กพิเศษอย่างเดียวหว่านให้กินกระจายทั่วบ่อ ปริมาณที่ให้กะหมดภายใน 30
นาที ให้กินจนลูกปลาอายุ 1
เดือน ให้อาหารปลาดุกเล็กโดยให้ในแต่ละมื้อควรให้ปลากินหมดภายใน 30
นาที ช่วงนี้ควรเริ่มฝึกให้ปลากินอาหารเป็นที่ โดยให้อาหารจุดเดิมประจำปละเคาะหลักไม้ทุกครั้งเมื่อมีการให้อาหาร
การให้อาหารปลาจะให้ 2 มื้อ
ต่อวันให้อาหารปลาดุกเล็กจนลูกปลามีอายุ
2 เดือน ให้อาหารปลาดุกใหญ่
ปริมาณที่ให้แต่ละมื้อจะต้องให้ปลากินหมดภายใน 30
นาที่ โดยให้อาหาร 2
มื้อ ในกรณีปลาป่วย
หรือกินอาหารลดลงให้ลดปริมาณอาหารลงครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ให้ปกติ
การเลือกสถานที่
ปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณาในการเลือกสถานที่สร้างบ่อเลี้ยงปลา มีดังนี้
1.
สถานที่ไม่เป็นที่ลุ่มหรือที่ดอนเกินไป
สามารถจัดระบบน้ำระบายน้ำเข้า-ออกได้ดี
2.
สภาพดินควรเป็นดินเหนียวสามารถทำเป็นคันบ่อเก็บกักน้ำได้ดี
3.
สภาพน้ำต้องเป็นน้ำสะอาดปราศจากสารพิษของโลหะหนักหรือยาฆ่าแมลง
หรือของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม
4.
ทางคมนาคมสะดวก
การเตรียมบ่อเลี้ยงปลา
มีวิธีการเตรียมบ่อดังนี้
1.
บ่อใหม่
-
ใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพดินในอัตรา
60-100 กิโลกรัม/ไร่ โดยให้ทั่วพื้นบ่อ
-
ใส่ปุ๋ยคอกอัตรา 200 กิโลกรัม/ไร่
โดยโรยให้ทั่วบ่อ
-
เติมน้ำให้ได้ระดับ 40-50 เซนติเมตร
ทิ้งไว้ 3-5 วัน
จนน้ำเริ่มเป็นสีเขียวระวังอย่าให้เกิดแมลง หรือศัตรูปลา
2.
บ่อเก่า
-
ทำความสะอาดบ่อลอกเลนให้มากที่สุด
-
ใส่ปูนขาวอัตรา 60-100
กิโลกรัม/ไร่
-
ตากบ่อให้แห้ง ประมาณ 7-15
วัน
-
นำปุ๋ยคอกใส่ถุงแขวนไว้ตามมุมบ่อประมาณ
60-100 กิโลกรัม/ไร่ เพื่อเพิ่มอาหารธรรมชาติ
-
เติมน้ำ 40-50 เซนติเมตร
ทิ้งไว้ 3-5 วัน จนน้ำเป็นสีเขียว
ก่อนปล่อยปลาควรตรวจวัดความเป็นกรด-ด่างของน้ำอีกครั้ง ถ้าไม่ถึง
7.5-8.5
ควรน้ำปูนขาวละลายน้ำสาดให้ทั่วบ่อเพื่อปรับความเป็นกรด-ด่าง ให้ได้
7.5-8.5
การเตรียมพันธ์ปลา
การเลือกซื้อลูกปลาควรพิจารณาปัจจัยต่าง
ๆ ดังนี้
1.
แหล่งพันธุ์หรือบ่อเพาะฟัก
ควรดูจาก
-
ความน่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ในเรื่องคุณภาพ
-
มีการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์
เพื่อให้ได้พันธุ์ที่มีคุณภาพ
-
มีความชำนาญในการขนส่งลูกปลา
2.
ลักษณะภายนอกของลูกปลาต้องปกติสมบูรณ์
ซึ่งสังเกตจาก
-
การว่ายน้ำต้องปราดเปรียว
ไม่ว่ายควงสว่าน หรือลอยตัวตั้งฉากพื้นบ่อ
-
ลำตัวสมบูรณ์ หนวด หาง
ครีบ ไม่กร่อน ไม่มีบาดแผล
ไม่มีจุดหรือปุยขาวเกาะ
-
ขนาดลูกปลาต้องเสมอกัน
การปล่อยลูกปลาบ่อเลี้ยง
เมื่อขนส่งลูกปลามาถึงบ่อที่เตรียมไว้ควรแช่ถุงปลาไว้ในบ่อประมาณ 10-15
นาที เพื่อปรับอุณหภูมิระหว่างน้ำในถุงกับน้ำในบ่อเพื่อป้องกันลูกปลาช็อค
ก่อนปล่อยลูกปลาควรมีการทำร่มเงาไว้ในบ่อให้ลูกปลาได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัย
อัตราการปล่อย
เกษตรกรรายใหม่ ควรปล่อยลูกปลาขนาดปลานิ้ว จะทำให้อัตราการรอดสูง อัตราการปล่อย
ปลาขนาด 2-3 เซนติเมตร ปล่อย
80,000-100,000 ตัว/ไร่
ก่อนปล่อยควรสุ่มนับจำนวนเพื่อตรวจสอบให้รู้จำนวนจริง
อาหารและการให้อาหาร
ต้นทุนการผลิตปลาประมาณ 80%
เป็นค่าอาหาร เพราะฉะนั้นการเลี้ยงใช้อาหารเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
การเลือกซื้ออาหาร
ลักษณะของอาหาร
-
สีสันดี
-
กลิ่นดี ไม่เหม็นหืน
-
ขนาดเม็ดสม่ำเสมอ ไม่เป็นฝุ่น
-
การลอยตัวของอาหารในน้ำอยู่ได้นาน
-
อาหารไม่เปียกชื้น
ไม่จับตัวเป็นก้อน ไม่ขึ้นรา
ประเภทของอาหารสำเร็จรูป
-
อาหารสำหรับลูกปลาวัยอ่อน
ใช้สำหรับลูกปลาขนาด 1 – 4 เซนติเมตร
-
อาหารปลาดุกเล็กพิเศษ
ใช้สำหรับลูกปลาขนาด 3 เซนติเมตร –
1 เดือน
-
อาหารปลาดุกเล็ก ใช้สำหรับปลาอายุ 1-3
เดือน
-
อาหารปลาดุกใหญ่
ใช้สำหรับปลาอายุ 3 เดือน
- ส่งตลาด
1.3 สถานที่เลี้ยงปลาดุก
การเลือกสถานที่
ปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณาในการเลือกสถานที่สร้างบ่อเลี้ยงปลา มีดังนี้
1.
สถานที่ไม่เป็นที่ลุ่มหรือที่ดอนเกินไป
สามารถจัดระบบน้ำระบายน้ำเข้า-ออกได้ดี
2.
สภาพดินควรเป็นดินเหนียวสามารถทำเป็นคันบ่อเก็บกักน้ำได้ดี
3.
สภาพน้ำต้องเป็นน้ำสะอาดปราศจากสารพิษของโลหะหนักหรือยาฆ่าแมลง
หรือของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม
4.
ทางคมนาคมสะดวก
การเตรียมบ่อเลี้ยงปลา
มีวิธีการเตรียมบ่อดังนี้
1.
บ่อใหม่
-
ใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพดินในอัตรา
60-100 กิโลกรัม/ไร่ โดยให้ทั่วพื้นบ่อ
-
ใส่ปุ๋ยคอกอัตรา 200 กิโลกรัม/ไร่
โดยโรยให้ทั่วบ่อ
-
เติมน้ำให้ได้ระดับ 40-50 เซนติเมตร
ทิ้งไว้ 3-5 วัน
จนน้ำเริ่มเป็นสีเขียวระวังอย่าให้เกิดแมลง หรือศัตรูปลา
2.
บ่อเก่า
-
ทำความสะอาดบ่อลอกเลนให้มากที่สุด
-
ใส่ปูนขาวอัตรา 60-100
กิโลกรัม/ไร่
-
ตากบ่อให้แห้ง ประมาณ 7-15
วัน
-
นำปุ๋ยคอกใส่ถุงแขวนไว้ตามมุมบ่อประมาณ
60-100 กิโลกรัม/ไร่ เพื่อเพิ่มอาหารธรรมชาติ
-
เติมน้ำ 40-50 เซนติเมตร
ทิ้งไว้ 3-5 วัน จนน้ำเป็นสีเขียว
ก่อนปล่อยปลาควรตรวจวัดความเป็นกรด-ด่างของน้ำอีกครั้ง ถ้าไม่ถึง
7.5-8.5
ควรน้ำปูนขาวละลายน้ำสาดให้ทั่วบ่อเพื่อปรับความเป็นกรด-ด่าง ให้ได้
7.5-8.5
2.อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาดุก
2.1อาหารสำเร็จ
อาหารสำเร็จรูป
มีระดับโปรตีนที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของปลาที่จะให้
มีหลายยี่ห้อและราคาแตกต่างกันไป วิธีการให้อาหารสำเร็จรูปค่อนข้างง่าย เพียงแต่สาดอาหารลงในบ่อเลี้ยงให้ปลากินก็เสร็จแล้ว
แต่การเลือกซื้ออาหารสำเร็จรูปนั้นจะต้องพิจารณาจากความคงทนในน้ำ
ควรอยู่ในน้ำได้นานไม่ต่ำกว่า 15 นาที ส่วนประกอบของอาหารควรละเอียด
มิฉะนั้นจะย่อยยาก และราคาต้องเหมาะสมด้วย
2.2อาหารธรรมชาติ
อาหารสด ได้แก่ ไส้ไก่ ไส้ปลา ปลาเป็ด
หรือเศษอาหารจากโรงงาน อาหารเหล่านี้สามารถหาซื้อได้ราคาถูก
ควรนำมาใช้เสริมให้แก่ปลาด้วย ก่อนนำมาใช้ควรบดให้ละเอียดและผสมรำ
การให้อาหารควรให้กินเป็นที่ และควรให้ที่เดิมทุกครั้ง อย่าสาดทั่วบ่อ
เพราะจะทำให้น้ำเสียได้ง่ายขึ้น ติดโรคได้ง่าย การถ่ายน้ำบ่อยครั้งจะทำให้ปลาโตเร็วขึ้น
เพราะการที่ปลาได้น้ำใหม่บ่อยๆ ทำให้ปลามีความกระปรี้กระเปร่าและกินอาหารได้มาก
3.วิธีทำอาหารปลาดุก
3.1ส่วนผสมที่ใช้
3.1.1รำ
รำข้าวแยกออกเป็น 2
ชนิด คือ รำหยาบและรำละเอียด รำหยาบมีส่วนผสมของแกลบปน ทำให้คุณค่าต่ำกว่ารำละเอียดเพราะมีเยื่อใยสูงและมีแร่ซิลิกาปนในแกลบมาก
รำเป็นส่วนผสมของเพอริคาร์บ (pericarp) อะลิวโรนเลเยอร์ (aleuron
layer) เยอร์ม (germ) และบางส่วนของเอนโดสเปอร์ม
(endosperm)ของเมล็ด
รำหยาบมีโปรตีนประมาณ 8–10 เปอร์เซ็นต์ ไขมันประมาณ 7- 8
เปอร์เซ็นต์
ส่วนรำละเอียดมีโปรตีนประมาณ 12 – 15 เปอร์เซ็นต์
ไขมัน 12 – 13 เปอร์เซ็นต์
รำมีไขมันสูงจึงไม่ควรเก็บรำไว้นานเกิน
15 – 20
วัน เพราะจะมีกลิ่นจากการหืน
รำข้าวที่ได้จากการสีข้าวเก่ามีความชื้นต่ำทำให้เก็บได้นานกว่ารำข้าวใหม่ที่มีความชื้นสูง
เชื้อราขึ้นง่ายและเหม็นหืนเร็ว
ส่วนรำ-ข้าวนาปรัง
อาจมีสารตกค้างของยาฆ่าแมลงปะปนมาด้วย
รำข้าวเป็นอาหารคาร์โบไฮเดรตที่มีกรดอะมิ-โนค่อนข้างสมดุล มีคุณค่าทางอาหารสูง มีวิตามินบีค่อนข้างมาก รำที่สกัดน้ำมันออกโดยกรรมวิธีต่าง ๆ เช่น
รำอัดน้ำมัน (hydraulic
press) หรือรำสกัดน้ำมัน
(solvent extract) จะเก็บได้นานกว่า
และมีปริมาณของโปรตีนสูงกว่ารำข้าวธรรมดา
เมื่อคิดต่อหน่วยน้ำหนัก แต่ปริมาณไขมันต่ำกว่า
คุณภาพของรำสกัดน้ำมันขึ้นอยู่กับกรรมวิธีเพราะถ้าร้อนเกินไปทำให้คุณค่าทางอาหารเสื่อม โดยเพราะกรดอะมิโนและวิตามินบีต่าง ๆ ปัญหาในการใช้
พบว่ามักมีหินฝุ่นหรือดินขาวปนมา
ทำให้คุณค่าทางอาหารต่ำลง
หรืออาจมียากำจัดแมลง สารเคมี
หรือมีแกลบปะปน
3.1.2ปลาป่น
เป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ
ให้โปรตีนสูงและมีคุณภาพดี ทำมาจากปลาเป็ดเศษปลาเล็กปลาน้อย หรือหัวปลาที่เหลือ จากโรงงานทำปลากระป๋อง
ทำให้ปลาป่นที่ผลิตได้มีคุณภาพหลากหลาย ดังนั้นในการซื้อขายปลาป่น
จึงมีการแบ่งเกรด ตามเปอร์เซนต์โปรตีนในปลาป่น โดยปลาป่นชั้นคุณภาพที่ 1
จะมีโปรตีนไม่น้อยกว่า 60% ปลาป่น ชั้นคุณภาพที่ 2 มีโปรตีนไม่น้อยกว่า 55%
และปลาป่นชั้นคุณภาพที่ 3 มีโปรตีนไม่น้อยกว่า 50%
คุณสมบัติ
1 .มีโปรตีนสูงประมาณ
50-60 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นอยู่กับชนิดของปลาและขั้นตอนการผลิตปลาป่น
2. มีกรดอะมิโน ไลซีน
และเมทไธโอนีนสูง
3.
มีธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง
4. มีไวตามินบีสูง
โดยเฉพาะไวตามินบี 12 และ บี 2
ข้อจำกัดในการใช้
1.มีราคาแพง
2.มีการปลอมปนด้วยวัสดุอื่นที่มีราคาถูก
อาทิ ทราย เปลือกหอยบด ยูเรีย ขนไก่ เป็นต้น ทำให้คุณค่าทางอาหารลดลง
จะต้องระมัดระวังในการนำมาใช้
3.การใช้ปลาป่นระดับสูงเกินกว่า
10 เปอร์เซ็นต์ นอกจากจะทำให้อาหารผสมมีราคาแพงแล้วยังมีผลทำให้เนื้อสุกร
และไข่กลิ่นคาวปลาด้วย
4.ปลาป่นมีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ
มีโปรตีนแตกต่างกันมาก ต้องระวังในการเลือกซื้อปลาป่นให้ได้คุณภาพตามต้องการ
มิฉะนั้นจะมีผลทำให้สูตรอาหารที่คำนวณไว้ไม่เพียงพอกับความต้องการของสัตว์ได้
3.2ประเภทของอาหารปลา
อาหารปลา
สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ อาหารสำหรับปลากินพืช
และอาหารสำหรับปลากินเนื้อ โดยมีสารอาหารประเภทต่าง ๆ เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต
ใยอาหาร เหล็ก ไขมัน รวมถึงปริมาณของความชื้น บรรจุในปริมาณที่แตกต่างกัน
โดยที่อาหารสำหรับปลากินเนื้อนั้น จะมีโปรตีนผสมอยู่คิดเป็นร้อยละ 25-30
สูงกว่าปลาประเภทกินพืช ในขณะที่ปลากินพืช
ในบางยี่ห้ออาจมีส่วนผสมของสาหร่ายสไปรูลีนาเพื่อช่วยในการเร่งสีของปลา
และยังแตกต่างกันไปตามประเภทลักษณะการหากินของปลาหรือสัตว์น้ำแต่ละชนิดอีกด้วย
อาหารแบบเม็ดกลม (Round Pellets)
เป็นอาหารประเภทที่คุ้นเคยมากที่สุด
มีลักษณะเป็นแบบเม็ดกลม เหมาะสมสำหรับปลาแทบทุกประเภทที่เป็นปลาสวยงามส่วนใหญ่
เช่น ปลาคาร์ป ปลาทอง ปลาหมอสี กรรมวิธีการผลิตนั้น
เริ่มจากการทำให้วัตถุดิบสุกด้วยความร้อน จากนั้นจึงผสมให้เป็นเนื้อเดียวกันโดยเครื่องจักรสำหรับบดอาหาร
และอบภายใต้อุณหภูมิสูง
ซึ่งการผลิตอาหารประเภทนี้จะทำให้โปรตีนและแป้งที่รวมกันเป็นเนื้อเดียวจับตัวกันได้
มีความนุ่ม เม็ดอาหารมีความสม่ำเสมอ
และป้องกันการสูญเสียคุณค่าทางอาหารเมื่ออยู่ในน้ำ
4.
คุณค่าทางโภชนาการของปลาดุก
ปลาเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง
อยู่ในอาหารหลักหมู่ที่หนึ่งในประเภทเนื้อสัตว์
โปรตีนในเนื้อปลาจะถูกนำไปใช้ในการเสริมสร้างเนื้อเยื่อและซ่อมแซมสิ่งที่สึกหรอไขมันที่มีอยู่ในเนื้อปลา
ปลาเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อยู่ในอาหารหลักหมู่ที่หนึ่งในประเภทเนื้อสัตว์
โปรตีนในเนื้อปลาจะถูกนำไปใช้ในการเสริมสร้างเนื้อเยื่อและซ่อมแซมสิ่งที่สึกหรอไขมันที่มีอยู่ในเนื้อปลาจะเป็นส่วนประกอบของเซลล์ต่าง
ๆ โดยเฉพาะสมอง จะป้องกันการจับแข็งตัวของไขมันในเส้นเลือด วิตามิน
และแร่ธาตุที่มีอยู่ในเนื้อปลาจะควบคุมการทำงานของร่างกายให้ทำหน้าที่ได้ตามปกติ
ปลาดุกมีคุณค่าทางโปรตีนในปริมาณที่สูงมากกว่าปลาชนิดอื่นๆ
เนื้อปลาดุก 100 กรัมจะประกอบขึ้นด้วยโปรตีนเป็นจำนวน 23.0 กรัม ขณะที่
ปลาตะเพียนมี 22.0 ปลากระบอก 20.7 ปลาช่อน 20.5 ปลาทู 20.0 เป็นต้น
4.1 เมนูปลาดุก
ปลาดุกมีเนื้ออกสีเหลือง
นุ่ม รสชาติอร่อยมีโปรตีนสูง ปลาดุกสามารถนำมาทำอาหารไทยได้หลากหลายชนิด
บทที่ 3
อุปกรณ์
และการทดลอง
ในการศึกษาครั้งนี้
ผู้ศึกษาได้ทำการศึกษา เรื่องการเปรียบเทียบระหว่างอาหารปลาจากธรรมชาติกับอาหารปลาที่ซื้อ
ชนิดไหนปลาเจริญเติบโตได้ดีกว่ากัน
ซึ่งมีวิธีการดังนี้
วัสดุ
1)รำละเอียด 500 กรัม
2)ปลาป่น 500 กรัม
3)ปลายข้าว 500 กรัม
4)บ่อเลี้ยงปลา
5)ปลาดุก 50 ตัว
6)กล้วย 2 ลูก
อุปกรณ์
1) ปลาดุกรัสเซียจำนวน 50 ตัว
2)
บ่อเลี้ยงปลา
การดำเนินการทดลอง
1.การทำอาหารปลา
1)เทปลาป่นใส่ในกะละมัง 500
กรัม
2)เทรำละเอียดผสมลงไปแล้วคนให้เข้ากัน
500 กรัม
3)ใส่ปลายข้าวประมาณ
500 กรัม คนให้เข้ากัน แล้วใส่น้ำลงไป พอให้สามารถปั้นเป็นก้อนได้
4)ปั้นให้เป็นก้อนๆ
แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง ก็สามารถใช้ได้
2.การเตรียมบ่อ
และเลี้ยงปลา
1)เตรียมบ่อเลี้ยงปลา
โดยหาอิฐบล็อกมากั้นเป็น 2 ฝั่ง แล้วใส่น้ำลงไป
2)ใส่ปลาฝั่งละ
25 ตัว
3)ให้อาหารทุกๆวัน
โดยให้อาหารที่ทำเองในฝั่งหนึ่ง แล้วอีกฝั่งให้อาหารที่ซื้อมา โดยให้ทุกๆเช้า-เย็น
4)สังเกตการเจริญเติบโตของปลาทั้ง
2 ฝั่ง ทุกๆอาทิตย์
5)บันทึกผล
บทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูล
การเปรียบเทียบระหว่างอาหารปลาจากธรรมชาติกับอาหารปลาที่ซื้อ
ชนิดไหนปลาเจริญเติบโตได้ดีกว่ากัน
ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย สุพรรณบุรี
ตารางแสดงผลการเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของปลาดุกรัสเซียที่ใช้อาหารที่ทำเองเลี้ยง
และอาหารที่มีตามท้องตลาดเลี้ยง (สัปดาห์ที่ 1)
|
อาหารปลาที่ใช้เลี้ยง
|
ความยาวของปลาในสัปดาห์ที่
1 (ซม.)
|
|
อาหารปลาทำเอง
|
7.5
|
|
อาหารปลาที่มีตามท้องตลาด
|
8
|
จากตาราง
พบว่า
อาหารปลาที่มีตามท้องตลาดทำให้ปลาดุกมีการเจริญเติบโตได้ดีกว่าอาหารปลาที่ทำขึ้นเอง
ตารางแสดงผลการเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของปลาดุกรัสเซียที่ใช้อาหารที่ทำเองเลี้ยง
และอาหารที่มีตามท้องตลาดเลี้ยง (สัปดาห์ที่ 2)
|
อาหารปลาที่ใช้เลี้ยง
|
การเจริญเติบโตของปลาในสัปดาห์ที่ 2
(ซม.)
|
|
อาหารปลาทำเอง
|
8
|
|
อาหารปลาที่มีตามท้องตลาด
|
8.5
|
จากตาราง
พบว่า
อาหารปลาที่มีตามท้องตลาดทำให้ปลาดุกมีการเจริญเติบโตได้ดีกว่าอาหารปลาที่ทำขึ้นเอง
|
อาหารปลาที่ใช้เลี้ยง
|
ความยาวของปลาในสัปดาห์ที่ 3 (ซม.)
|
|
อาหารปลาทำเอง
|
8.5
|
|
อาหารปลาที่มีตามท้องตลาด
|
9.5
|
ตารางแสดงผลการเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของปลาดุกรัสเซียที่ใช้อาหารที่ทำเองเลี้ยง
และอาหารที่มีตามท้องตลาดเลี้ยง (สัปดาห์ที่ 3)
จากตาราง
พบว่า อาหารปลาที่มีตามท้องตลาดทำให้ปลาดุกมีการเจริญเติบโตได้ดีกว่าอาหารปลาที่ทำขึ้นเอง
|
อาหารปลาที่ใช้เลี้ยง
|
ความยาวของปลาในสัปดาห์ที่ 4 (ซม.)
|
|
อาหารปลาทำเอง
|
9
|
|
อาหารปลาที่มีตามท้องตลาด
|
10.2
|
ตารางแสดงผลการเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของปลาดุกรัสเซียที่ใช้อาหารที่ทำเองเลี้ยง
และอาหารที่มีตามท้องตลาดเลี้ยง (สัปดาห์ที่ 4)
จากตาราง
พบว่า
อาหารปลาที่มีตามท้องตลาดทำให้ปลาดุกมีการเจริญเติบโตได้ดีกว่าอาหารปลาที่ทำขึ้นเอง
ตารางแสดงการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายระหว่างอาหารปลาที่ทำเองและอาหารปลาที่มีตามท้องตลาด
|
สิ่งของที่ซื้อ
|
ราคา (บาท)
|
รวม(บาท)
|
|
1.รำ
|
10
|
40
|
|
2.ปลาป่น
|
20
|
|
|
3.ปลายข้าว
|
10
|
|
|
4อาหารปลาที่มีตามท้องตลาด
|
65
|
65
|
จากตาราง
พบว่า
อาหารปลาที่ทำเองมีต้นทุนถูกกว่าอาหารปลาที่มีตามท้องตลาด
บทที่
5
สรุปผล
อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
จากการศึกษาครั้งนี้
เพื่อ 1.เพื่อศึกษาว่าอาหารปลาตามท้องตลาดกับอาหารปลาที่ทำขึ้นเอง
ชนิดไหนที่ปลาเติบโตได้ดีกว่ากัน 2.เพื่อศึกษาวิธีการทำอาหารปลา ในภาคเรียน 2
ปีการศึกษา 2558 ซึ่งสามารถสรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะได้ดังนี้
1.วัตถุประสงค์ของการศึกษา
2.สมมติฐานของการศึกษา
3.ขอบเขตการศึกษา
4.วิเคราะห์ข้อมูล
5.สรุปผลการศึกษา
6.ข้อเสนอแนะ
วัตถุประสงค์ของการศึกษา
1.เพื่อศึกษาว่าอาหารปลาตามท้องตลาดกับอาหารปลาที่ทำขึ้นเอง
ชนิดไหนที่ปลาเติบโตได้ดีกว่ากัน
2.เพื่อศึกษาวิธีการทำอาหารปลา
สมมติฐานของการศึกษา
ถ้าอาหารปลาที่ทำเองไดีกว่าอาหารปลาที่มีตามท้องตลาด
แล้วปลาที่กินอาหารปลาที่ทำเองจะเจริญเติบโตดีกว่าปลาที่กินอาหารที่มีตามท้องตลาด
ขอบเขตการศึกษา
จำนวนปลาตัวอย่าง
50 ตัว แบ่งเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งละ 25ตัว
เลี้ยงในบ่อปูนซีเมนต์
วิเคราะห์ข้อมูล
ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้ศึกษาได้วิเคราะห์ข้อมูลของปลาที่มีต่อเรื่องการเปรียบเทียบระหว่างอาหารปลาจากธรรมชาติกับอาหารปลาที่ซื้อ
ชนิดไหนปลาเจริญเติบโตได้ดีกว่ากัน เช่น แสงแดดที่มีผลต่อน้ำของปลา
สรุปผลการศึกษา
ผลการศึกษาที่มีต่อกาศึกษาเรื่อง
การเปรียบเทียบระหว่างอาหารปลาจากธรรมชาติกับอาหารปลาที่ซื้อ
ชนิดไหนปลาเจริญเติบโตได้ดีกว่ากัน อยู่ในระดับคุณภาพ ดีน้อยกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
การอภิปรายผล
จาการศึกษาเรื่อง
การเปรียบเทียบระหว่างอาหารปลาจากธรรมชาติกับอาหารปลาที่ซื้อ
ชนิดไหนปลาเจริญเติบโตได้ดีกว่ากัน
1.อาหารที่ทำเอง
ทำให้ปลาเจริญเติบโตได้น้อยกว่าอาหารปลาที่มีตามท้องตลาด
อาจเป็นเพราะอาหารปลาที่ทำเองยังมีสารอาหารที่ปลาต้องการไม่มากพอ
2.ราคาอาหารปลาที่ทำเองถูกกว่าอาหารปลาที่ซื้อมาจากท้องตลาด
ข้อเสนอแนะ
1.ควรมีเวลาศึกษามากขึ้น
2.ควรพัฒนาอาหารปลาที่ทำเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
บรรณานุกรม
http://www.rakbankerd.com/agriculture/
ภาคผนวก
















titanium suppressor - Titanium Darts
ตอบลบTINY TITONNA TITNA TITNA TITNA TITNA TITNA TITNA TITNA titanium teeth k9 TITNA TITNA TITNA TITNA TITNA TITNA TITNA TITNA titanium white dominus TITNA titanium damascus knives TITNA TITNA TITNA TITNA TITNA TITNA TITNA TITNA $42.97 zinc oxide and titanium dioxide sunscreen · oakley titanium glasses In stock